วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

คนร้ายงัดโรงเรียนใน ต.สามพร้าว โดยงัดตู้แช่ ขโมยไอศกรีมไป 2 ครั้งใน 3 สัปดาห์

ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี พร้อม ด.ต.ธรรมเทพ สระบัวคำ หน.ตำรวจชุมชน ต.สามพร้าว และตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบที่โรงเรียน ใน ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี มี นายดิเรก ดวงคำจันทร์ ผอ.โรงเรียนฯ ครู และนักการภารโรง นำตรวจสอบ บริเวณอาคาร 2 พบห้องเรียนชั้น ป.5 ป.6 ถูก งัดประตูจนพังเสียหาย เข้าไปรื้อค้นในตู้ล็อกเกอร์ ลิ้นชักโต๊ะทำงานครู แต่ไม่มีทรัพย์สินอะไรหายไป ส่วนบริเวณประตูลูกกรงเหล็กดัดทางขึ้นชั้น 2 ของอาคารเรียน พบว่ากุญแจที่คล้องล็อกไว้หายไป คาดว่าคนร้ายสะเดาะกุญแจออกแล้วนำติดตัวไปด้วย ถัดไปที่โรงอาหาร บริเวณด้านหลังซึ่งเป็นห้องครัว พบร่องรอยคนร้ายงัดแผ่นไม้อัดเป็นช่องมุดเข้าไป งัดตู้แช่ไอศกรีมจนเกลี้ยง ประมาณ 50 แท่งๆละ 10 บาท ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโรงอาหารถูกคนร้ายดันให้แหงนขึ้นด้านบนทั้ง 2 ตัว


นายดิเรก ให้การว่า เมื่อช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ห้องเรียน ป.5 ป.6 บนอาคาร 2 ถูกงัดเข้าไปขโมยเงินในกระปุกออมสินของนักเรียน รวมประมาณ 1,500 บาท คอมพิเตอร์โน๊ตบุ๊ก 1 เครื่อง และไอศกรีมในตู้แช่ประมาณ 30 แท่งๆละ 10 บาท โดยคนร้ายมางัดจุดเดิมทั้ง 2 ครั้ง คาดว่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันที่ย่ามใจ หรือเป็นเยาวชนในหมู่บ้าน ที่เคยเรียนอยู่โรงเรียนนี้ ซึ่งหลังถูกงัดครั้งแรก ทางโรงเรียนได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบบริเวณโรงเรียน รวม 8 ตัว ราคา 26,000 บาท แต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เพราะเพิ่งติดตั้งเสร็จเพียง 1 วัน ไม่ทราบว่าจะใช้การได้หรือไม่

ต่อมา ช่างติดตั้งกล้องวงจรปิด เดินทางมาเปิดเครื่องบันทึกภาพ พบว่า เวลา 02.07 น.วันที่ 21 ก.ย. มีคนร้ายเป็นชายวัยรุ่นอายุประมาณ 14-16 ปี จำนวน 2 คน นุ่งกางเกงขาสามส่วน สวมเสื้อมีฮู้ดคลุมศีรษะ เพื่อบังใบหน้า เดินมาปิดไฟ แล้วงัดประตูห้องเรียนทั้ง 2 ห้อง ซึ่งตำรวจได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และเก็บลายนิ้วมือแฝงของคนร้าย เพื่อเป็นเบาะแสติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป


วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562

พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง



ประวัติความเป็นมา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประเภทแหล่งอนุสรณ์สถานจัดตั้งขึ้นในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 13 ตำบล บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ บ้านเชียงได้จัดแสดงหลักฐานที่ ได้จากการสำรวจขุด ค้น ที่บ้านเชียง และแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง อันประกอบด้วยกลุ่มภาชนะดินเผา เครื่องมือ เครื่องใช้และสิ่งอื่นๆอีกมากมาย
จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง มาจากการพบภาชนะลายเขียนสี เมื่อปี พ.ศ. 2503 โดยชาวบ้านเชียง ต่อมาปี พ.ศ. 2509 ชาวอเมริกัน ได้พบภาชนะดินเผาที่บ้านเชียงโดยบังเอิญจึงนำไปแจ้งที่กรมศิลปากร ปีพ.ศ. 2510 จึงได้มีการขุดค้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกปี พ.ศ.2515 ได้ขุดค้นเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จทอดพระเนตรแหล่งขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีในพร้อมกับแหล่งอื่นในบ้านเชียง และครั้งสุดท้ายปีพ.ศ. 2517-2518 กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้ร่วมมือขุดค้นและหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติม โดยเรียกโครงการนี้ว่า " โครงการ โบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ " พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งชาติ บ้านเชียง จึงได้เริ่มจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2518 เป็นต้นมา
พ.ศ. 2524 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี ร่วมกับกรมศิลปากร ได้ของบประมาณจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มาสร้างอาคารหลังแรก แต่เนื่องจาก สภาพพื้นที่ยังเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูฝน นายมีชัย ฤชพันธุ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอเงินงบประมาณในโครงการเงิน กสช. มาปรับปรุงพื้นที่ให้สวยงาม และพรรคชาติไทยยังได้บริจาคต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับให้แก่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ บ้านเชียง ด้วยเช่นกัน
พ.ศ. 2525 ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ของบประมาณสร้างอาคารหลังที่ 2 จากมูลนิธิ จอร์น เอฟ เคเนดี แห่งประเทศไทย และกรมศิลปากรได้มีงบประมาณสนับสนุนด้านครุภัณฑ์ เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,100,000 บาท เนื่องจากในวโรกาสสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีพระชนมายุ 84 พรรษา กรมศิลปากร ได้กราบบังคมทูลพระบรมราชานุญาตใช้ชื่ออาคารหลังนี้ว่า "อาคารสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ทรงเป็นผู้แทนพระองค์เสด็จทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2530 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ปัจจุบันมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 25 ไร่ คือ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง หลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดโพธิ์ศรีใน และบ้านไทพาน ด้วยเหตุผลที่คนบ้านเชียงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีหลักฐาน ชีวิตความเป็นอยู่ ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของคนยุคนั้น ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เป็นอย่างดี คณะกรรมการมรดกโลกได้ร่วมกันตกลงยอมรับให้ขึ้นบัญชี " แหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียง "ไว้เป็นแหล่งหนึ่งในบรรดามรดกโลก เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 359 ของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2535
 การค้นพบโบราณวัตถุที่มีความสำคัญทางโบราณคดีและก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณหมู่บ้านเชียงนั้น เริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อราษฎรชาวบ้านเชียงบางคนสังเกตเห็นและมีความสนใจเศษภาชนะดินเผาที่มีลวดลายเขียนสีแดงที่มักพบเสมอ เมื่อมีการขุดพื้นดินในบริเวณหมู่บ้าน จึงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้านและจัดแสดงให้ผู้คนสนใจได้เข้าชม
พ.ศ. ๒๕๐๙ นายสตีเฟน ยัง (Stefhen Young) นักศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมาศึกษาเรื่องราวของวิถีชีวิตชาวบ้านเชียง จึงได้พบเห็นเศษภาชนะดินเผาเขียนสีกระจายเกลื่อนอยู่ทั่วไปตามผิวดินของหมู่บ้าน จึงได้เก็บไปให้ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ประจำกองโบราณคดี กรมศิลปากร ศึกษาวิเคราะห์และได้ลงความเห็นว่าเป็นเศษภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ (Neotelhic Period)
ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ กองโบราณคดี กรมศิลปากร จึงดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียงอย่างจริงจัง และส่งโบราณวัตถุไปหาอายุโดยวิธีเทอร์โมลูมิเนสเซนส์ (C-๑๔) ที่มหาวิทยาลัยเพนซินเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า โบราณวัตถุเหล่านั้นมีอายุ ประมาณ ๕,๖๐๐ ปีมาแล้ว
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ หน่วยศิปลากรที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น ได้เข้าไปสำรวจโบราณวัตถุที่บ้านเชียง แต่เนื่องจากช่วงเวลานั้นเรื่องราวทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่เข้าใจกันมากนัก จึงไม่มีการค้นคว้าทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง
พ.ศ. ๒๕๑๕ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียงอีกครั้งหนึ่งบริเวณวัดโพธิ์ศรีใน และบริเวณบ้านนายพจน์ มนตรีพิทักษ์ โดยได้ปรับปรุงหลุมขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน เป็นพิพิธภัณฑ์สถานกลางแจ้งแห่งแรกในประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการขุดค้นที่บ้านเชียง เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕


วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562



จังหวัดอุดรธานีเดิมชื่อบ้านเดื่อหมากแข้ง มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบกว้างใหญ่ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2436  เนื่องจากกรณี  ร.ศ. 112 ไทยกับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ร.ศ.112  ไทยยอมสละกรรมสิทธิในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งเกาะทั้งหลายในแม่น้ำโขงและตามความในสัญญาข้อ 3 ในสัญญาอาณาเขตริมฝั่งแม่น้ำโขง บรรดาป้อมค่ายคูจะต้องรื้อถอนให้สิ้น ภายในหนึ่งเดือน ห้ามมิให้ประเทศสยามตั้งกองทหาร  ในรัศมี  25 กิโลเมตร จากฝั่งแม่น้ำโขงไทยจะส่งคนที่มิใช่คนท้องถิ่น (Local Man) เข้ามาอยู่ในบริเวณนี้ มิได้ให้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นย่านการค้าเสรี จะเก็บภาษีขาเข้าใดๆ ไม่ได้ แม้กระทั่งจะตกปลา ถ้าฝ่าฝืนก็ถูกเอาตัวเข้าไปขังคุกที่เวียงจันทน์ด้วยเหตุผลดังกล่าว
ในปี พ.ศ. 2436 พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจึงย้ายกองบัญชาการมณฑลลาวพวน ซึ่งเดิมตั้งอยู่เมืองหนองคายริมฝั่งแม่น้ำโขงมาตั้งอยู่ริมหนองนาเกลือตั้งอยู่บ้านเดื่อหมากแข้ง (มะเขือพวง) ขนาดใหญ่กว่าปกติธรรมดาอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดมัชฌิมาวาสปัจจุบัน จึงให้ชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านหมากแข้ง” ส่วนหนองนาเกลือในสมัยต่อมาเรียกว่า “หนองประจักษ์” และเรียกค่ายทหารว่า “ค่ายหมากแข้ง” จากหนังสือประวัติวัดมัชฌิมาวาส กล่าวไว้ว่า การย้ายกองบัญชาการมณฑลลาวพวน มายังบ้านเดื่อหมากแข้งนั้น     ผู้เฒ่า ผู้แก่เล่าไว้ว่าต้องใช้เกวียนประมาณ 200 เล่ม เป็นพาหนะได้ออกเดินทางรอนแรมมาโดยลำดับถึงน้ำสวย (ซวย หมายถึง ปลาชนิดหนึ่ง ปัจจุบันเรียกว่า น้ำสวย) เสด็จในกรมฯ ได้ให้ตรวจดูพื้นที่ เพื่อจะได้ตั้งกองบัญชาการ แต่เมื่อตรวจดูโดยถ้วนถี่แล้วเห็นว่ามีพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ สูงๆ ต่ำๆ ไม่เหมาะสมที่จะสร้างเป็นเมืองใหญ่ในโอกาสข้างหน้า และตั้งอยู่จากฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น เสด็จในกรมฯ ท่านให้เดินทางจนถึงบ้านเดื่อหมากแข้ง จึงได้พักกองเกวียน อยู่ใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ข้างวัดมัชฌิมาวาส ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นที่ตั้งที่ทำการสาธารณสุข จังหวัดอุดรธานี จึงได้ให้ออกสำรวจดูห้วย หนอง คลอง บึง ในบริเวณใกล้เคียงทางทิศตะวันออก  มี หนองบัวกลอง หนองเหล็ก ทางทิศใต้มี หนองขอนขว้าง ตะวันตกมี หนองนาเกลือ หนองวัวข้อง หนองสวรรค์ และทิศเหนือมี หนองสำโรง หนองแด และมีลำห้วยหมากแข้ง ซึ่งมีต้นน้ำจากภูพาน มีน้ำใสสะอาดมีป่าไผ่ปกคลุม มีปลา เต่า จระเข้ ชุกชุมมาก ลำน้ำนี้ไหลผ่านจากทิศใต้สู่ทิศเหนือลง  ลำห้วยหลวง เสด็จในกรมฯ จึงตกลงพระทัยให้ตั้งกองบัญชาการ สร้างบ้านแปลงเมืองลง  ณ  พื้นที่ดังกล่าวนี้

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562



คนอุดรแห่ซื้อเลขรถสิบล้อเบรคแตก พุ่งชนร้านก๋วยเตี๋ยวในตำนานสัปดาห์ที่ผ่านมา บริเวณตรอกข้าวต้ม ถ.โพศรี พากันถูกไปตามๆกัน

คนร้ายงัดโรงเรียนใน ต.สามพร้าว โดยงัดตู้แช่ ขโมยไอศกรีมไป 2 ครั้งใน 3 สัปดาห์ ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี พร้อม ด.ต.ธรรมเทพ สระบัวคำ หน.ตำรวจช...